Support
Nature Cos-Med Creation (NCC)
088-4979556 (LINE), 095-7673067
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ
ban1.jpg

Post : 26/01/2012 15:03     Forum: ข่าวสารในแวดวงเครื่องสำอาง,อาหารเสริม, ยา, สมุนไพร  >  สารกันแดดในโลกอนาคต

จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัย Gothenburg และ Chalmers พบว่าสารชื่อ

scytonemin สกัดจากแบคทีเรียชนิดหนึ่งชื่อ

cyanobacteria ซึ่งปกติอาศัยอยู่ในที่มีแสงแดดแรงได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ถูกทำลาย

จากรังสี เนื่องมาจากสาร scytonemin

จะคอยทำหน้าที่ดูดซับรังสีไว้ ทำให้นักวิจัยมีแนวคิดที่จะทดลองผลิตสารตัวนี้ขึ้นในห้อง

ทดลอง เพื่อนำมาใช้เป็นสารกันแดดจาก

ธรรมชาติที่ปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดการแพ้ ใช้ทดแทนสารเคมีในผลิตภัณฑ์กันแดด

ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อเตรียม

ครีมกันแดดที่ได้จากธรรมชาติ ไม่แพ้ และปลอดภัยในการใช้

 

ban1.jpg

Post : 26/01/2012 11:54     Forum: ข่าวสารในแวดวงเครื่องสำอาง,อาหารเสริม, ยา, สมุนไพร  >  ป้องกันผมหงอกขาวด้วย Fruit Extract Pill

ในอนาคตอันใกล้นี้ คนเราอาจไม่ต้องมานั่งย้อมผมเพื่อปกปิดความขาวหงอกของเส้น

ผมให้ยุ่งยากอีกต่อไป เพราะ บ.ลอรีอัลกำลังพัฒนา Fruit Extract Pill เพื่อใช้รับประทาน

เพื่อป้องกันผมหงอก โดยจัดอยู่ในกลุ่ม(Nutricosmetics)

โดยใช้เวลาวิจัยมากกว่า 10 ปี และจะเปิดตัวในงาน Coference ที่จัดขึ้นณ.กรุงปารีสเมื่อ

เดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้ ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวความคืบหน้าได้ในข่าวสารใหม่ๆ

ของวงการเครื่องสำอางโลก เราจะมา Update ให้ทราบเป็นระยะๆค่ะ

ban1.jpg

Post : 26/01/2012 11:32     Forum: ข่าวสารในแวดวงเครื่องสำอาง,อาหารเสริม, ยา, สมุนไพร  >  สีทาเล็บทำจากน้ำ นวัตกรรมใหม่แห่งโลกสีสรร

 จากการคิดค้นที่ปลอดภัยจากสารเคมี (ซึ่งมักเป็นสารมีพิษ และอันตราย)

แถมติดทนนาน และไม่ทำให้เล็บเสีย ล้างอออกง่ายๆเพียงแค่จุ่มเล็บในน้ำอุ่น

เป็นสีทาเล็บที่ทำจากน้ำ ข้อดีคือ แห้งไว ติดทนนานเป็นสัปดาห์

ปราศจากสารเคมีอันตราย ล้างออกได้ง่ายๆโดยการจุ่มเล็บในน้ำอุ่นแค่ 5  นาที

เพิ่มคุณค่าการบำรุงให้เล็บมีสุขภาพดี เงางาม ไม่แตก เปราะ เหลือง ได้อีกด้วย

ban1.jpg

Post : 24/12/2011 11:35     Forum: ข่าวสารในแวดวงเครื่องสำอาง,อาหารเสริม, ยา, สมุนไพร  >  ย้อมผมด้วยสมุนไพรเฮนน่าได้สุขภาพผมดี ไม่เสีย แถมตรงแบบไม่ต้องไปเสียเงินแพงๆเพื่อยืดผมอีกด้วย

วิธีเตรียมครีมย้อม ให้ผสมผงเฮนน่า 50 กรัมกับมะนาว 1/2 ลูก น้ำชาต้มเดือดแล้วประมาณ 1 แก้ว(จะให้สีผมออกน้ำตาลประกายแดง) ในชามเซรามิก หรือชามแก้ว จนได้ลักษณะเหนียวข้นคล้ายยาสีฟัน ถ้าผสมเหลวเกินไป เวลาย้อมน้ำย้อมจะไหลลงมาเปื้อนหน้าและเสื้อผ้าได้ แต่ถ้าข้นไป เฮนน่าจะจับเป็นก้อน และซึมเข้าเส้นผมได้ไม่ทั่ว

- เมื่อผสมผงเฮนน่าแล้วต้องหมักไว้ในถ้วย อย่างน้อย 8 ชั่วโมง สีของเฮนน่าจะเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้น

- ก่อนจะย้อมผมต้องสระผมก่อน แล้วทิ้งผมให้แห้ง ก่อนย้อมผมต้องแห้งสนิท จึงจะได้ผลดี - ใช้วาสลีนหรือครีมทาบริเวณตีนผมโดยรอบ เพื่อกันสีเฮนน่าติดผิวหน้า

- แบ่งผมเป็นช่อๆ สวมถุงมือแล้วเอาเฮนน่าป้ายผม โดยเริ่มจากโคนผมจนถึงปลายผม

- เอาหมวกพลาสติกคลุมผมไว้ พันทับด้วยผ้าขนหนู ทิ้งไว้นานเท่าที่ต้องการ เช่น 2 ชั่วโมงขึ้นไป สำหรับผมหงอก ต้องหมักทิ้งไว้นาน 5-8 ชั่วโมง ถ้าต้องการสีเข้มขึ้นอาจทิ้งไว้นานถึง 24 ชั่วโมง

- พอครบเวลาแล้ว สระออกด้วยน้ำธรรมดา ทิ้งไว้ให้แห้ง

- สามารถย้อมซ้ำได้ทุก 3 สัปดาห์ถึง 1 เดือน การดูแลผมหลังจากย้อมผมด้วยเฮนน่า

- สีย้อมของเฮนน่าเป็นสีที่เคลือบอยู่บนเส้นผมแบบกึ่งถาวร สีของเฮนน่าจะค่อยๆเปลี่ยนไปหลังจากย้อม หลังจากย้อมใหม่ๆ สีผมอาจจะดูด้านไม่เป็นเงา หรือดูเข้มไป ให้ใจเย็นๆ รอไปสัก 3 วัน สีจะเริ่มเข้าที่

- สีของเฮนน่า สามารถจางลงได้ จากการสระผม แปรงผม หรือถูกคลอรีนในสระว่ายน้ำกัดสี แต่ถ้าได้ดูแลผมดีๆ สีของเฮนน่าจะอยู่ไปได้นาน 2-3 เดือน

- ข้อดีของการย้อมเฮนน่า คือแม้ผมจะยาวขึ้น แต่ก็จะไม่เห็นขอบเขตของสีแตกต่างชัดเจน จนดูแบบขาวเป็นแถบใกล้หนังศีรษะดูน่าเกลียด เหมือนการย้อมด้วยแบบเคมี

- เวลาย้อมผมด้วยเฮนน่าแล้ว ผมจะถูกเคลือบด้วยสมุนไพร ซึ่งจะทำให้ดัดผมไม่ได้ เนื่องจากน้ำยาดัดผมจะไม่สามารถแทรกผ่านชั้นเฮนน่าเข้าหาเส้นผมได้ ถ้าอยากจะดัดผม ต้องดัดก่อนแล้วทิ้งไว้อย่างน้อย 2 สัปดาห์จึงจะย้อมด้วยเฮนน่าได้

ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือ "ผมสวยด้วยวิธีธรรมชาติ"

ban1.jpg

Post : 16/11/2011 09:41     Forum: เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์-หลักสูตร  >  สอบถามเรื่องผลิตภัณฑ์ Fa^HERB, สารสกัด, อุปกรณ์, เครื่องมือ, การพัฒนาสูตร,ที่ปรึกษา,หลักสูตรเครื่องสำอาง

หลังสมัครสมาชิก สามารถฝากคำถามพร้อมชื่อ-สกุลจริง เบอร์โทร อีเมล์ ไว้ได้ที่นี่ครับ

ban1.jpg

Post : 03/10/2011 17:29     Forum: ข่าวสารในแวดวงเครื่องสำอาง,อาหารเสริม, ยา, สมุนไพร  >  สิวบอกโรค ได้จริงหรือ...

ตามหลักแพทย์จีน การไหลเวียนของลมปรานหรือพลังแห่งชีวิต สีสรร ริ้วรอย บนใบหน้า จะบ่งบอกอาการ หรือความผิดปกติในร่างกายได้ การเกิดสิวในบริเวณต่างกันบนใบหน้าก้เช่นกันที่จะแสดงผลว่า... เกิดความผิดปกติที่อวัยวะภายในร่างกาย

ดังนั้นหากคุณเรียนรู้เก่ยวกับสิว คุณจะบอกได้ว่าเรื่องสิวก็เป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่เรื่องสิวๆหรือเรื่องง่ายๆอย่างที่หลายคนเข้าใจ

รูปที่ประกอบนั้นเป็นแผนภาพบนใบหน้าที่แบ่งอกกเป็นโซนๆที่จะสะท้องถึงอวัยวะหรือความผิดปกติในร่างกายของเรา

 

โซนที่ 1 และโซนที่ 3

ถ้ามีปัญหาสิวบริเวณนี้ คุณอาจมีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ดังนั้นอาจต้องดื่มน้ำมากขึ้นหรือทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

โซนที่ 4 และโซนที่ 10

      สิวบริเวณหูนี้เป็นผลพวงของไต หากรู้สึกร้อนที่หู คุณอาจต้องลดการรับประทานเนื้อสัตว์ลง

โซนที่ 7

      สิวที่บริเวณจมูกและริมฝีปาก แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมน หากมีสิวบริเวณนั้อาจหมายถึงผลกระทบของการตั้งครรภ์ การมีประจำเดือน การรับประทานยาคุมกำเนิด

โซนที่ 11 และโซนที่ 13

      หากผิวบริเวณนั้แตกระแหง สามารถบอกได้ว่าคุณกำลังมีปัญหาของฟันกรามหรือปัญหาเกี่ยวกับฟัน

โซนที่ 12

      หากมีสิวเรื่อบิเวณคางนี้สามารถบ่งบอกด้ว่าคุณกำลังมีปัญหาเรื่องลำไส้เล็ก ที่มีผลจากการรับประทานของเผ็ด

โซนที่ 14

      หากคุณมีสิวบริเวณนี้แล้วล่ะก็ แสดงว่าคุณกำลังเครียดสูง

 

      นี่เป็นเพียงแค่รายละเอียดเพียงเล็กน้อยของการวิเคราะห์สภาพผิวหน้าที่ทำให้รู้ได้ถึงสุขภาพภายในร่างกายซึ่งจะทำให้เราทราบได้ว่าจะต้องดูแลบำรุงทั้งสุขภาพภายนอกอย่างไรเพื่อแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ เพียงแค่นี้คุณก็จะมีทั้งสีหน้า แววตาและผิวและผิวพรรณที่เป้นสุขได้แล้ว และสำหรับโซนอื่นๆที่ไม่มีคำแนะนำตามนี้ แสดงว่าสัมพันธ์กับปัญหาการอุดตันของรูขุมขนตามปกติค่ะ ^^

                                                             

ban1.jpg

Post : 05/09/2011 20:25     Forum: ข่าวสารในแวดวงเครื่องสำอาง,อาหารเสริม, ยา, สมุนไพร  >  การเลือกซื้อเครื่องสำอาง (Fact Sheet จากสนง.คณะกรรมการอาหารและยา)

การเลือกซื้อเครื่องสำอาง

(Fact Sheet จากสนง.คณะกรรมการอาหารและยา)

เครื่องสำอางเป็นผลิตภัณฑ์ที่ส่วนใหญ่ใช้กับผิวกายภายนอก เพื่อความสะอาด ความสวยงาม แต่งกลิ่นหอม ในชีวิตประจำวันของคน

ปกติ เครื่องสำอางสามารถปกป้องหรือส่งเสริมให้ร่างกายแลดูดีขึ้นได้ แต่ไม่สามารถไปมีผลถึงขั้นปรับเปลี่ยนโครงสร้าง หรือการทำหน้าที่ใดๆของร่างกาย หรือบำบัด บรรเทารักษาป้องกันโรค

เนื่องจากเครื่องสำอางเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถวางขายได้ในร้านค้าทั่วไป(ห้างสรรพสินค้า / ร้านขายของชำ / ร้านเสริมสวย / แผงลอยในตลาด)

 

ดังนั้น จึงขอแนะนำวิธีคิด ก่อนซื้อเครื่องสำอาง ดังนี้

1.ซื้อเครื่องสำอางจากร้านค้าที่มีหลักแหล่งแน่นอน เชื่อถือได้ (หากมีปัญหาเกิดขึ้นสามารถติดต่อหา ผู้รับผิดชอบได้)

2.ทางร้านมีการจัดเก็บเครื่องสำอางเป็นอย่างดี ไม่เก็บผลิตภัณฑ์ไว้ในที่ร้อน ชื้น แสงแดดส่องถึง(เพราะสินค้า จะเสื่อมคุณภาพเร็วกว่าปกติ)

3.เลือกซื้อเครื่องสำอางที่มีฉลากภาษาไทย ซึ่งแสดงข้อความบังคับครบถ้วน ชัดเจน เข้าใจได้ง่าย ได้ แก่ ชื่อ/ประเภท/ชื่อสารสำคัญ/ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต/เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต/วันเดือนปีที่ผลิต/วิธีใช้/ปริมาณสุทธิ

4.ไม่ ควรเน้นที่ราคาถูก หรือบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามเท่านั้น แต่ให้ดูที่ส่วนผสมที่ใช้ ถ้าเราไม่มีความรู้เกี่ยวกับสารต่างๆที่ใช้ ก็ให้สอบถามรายละเอียดจากผู้ผลิต/จำหน่ายก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อจะได้ไม่ต้องมาเสียใจภายหลัง

5.อ่าน ฉลากให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนซื้อ เพื่อจะได้ผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามความต้องการ และสามารถนำไปใช้ได้ อย่างถูกวิธี จะได้เกิดผลดีตามต้องการ

***************************************************************************************

 

ban1.jpg

Post : 15/03/2011 18:07     Forum: ข่าวสารในแวดวงเครื่องสำอาง,อาหารเสริม, ยา, สมุนไพร  >  ยา ต้านความชรา คืออะไร ???

 

           ริ้วรอยบนหน้าผาก รอบดวงตา ร่องแก้ม และถุงใต้ตาบนใบหน้า รอยย่นบริเวณลำคอ คือสัญลักษณ์ของคนมีอายุ นอกจากนั้นยังพบริ้วรอยตามผิวหนังลำตัว มือ แขน ขา และตามส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ต้องสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมภายนอกโดยเฉพาะอย่างยิ่งแสงแดด ความร้อน อากาศทั้งที่แห้งและร้อนชื้น

         
ยาต้านความชรา เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่เรียกหา ในต่างประเทศ มีการวิจัยพบว่าร่างกายของคนเรา ตอนที่เป็นเด็กจะมีฮอร์โมนที่ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตซึ่งเรียกว่า โกรทฮอร์โมน (Human Growth Hormone) เป็น
ฮอร์โมนตัวหนึ่งที่พบได้เป็นปกติโดยทั่วไปในร่างกาย
มนุษย์ที่ผลิตขึ้นมาในสมองโดยต่อมใต้สมอง (Pituitary
gland) มีหน้าที่ในการซ่อมแซมเซลล์ เสริมสร้างกระดูก
กล้ามเนื้อและอวัยวะ สร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย
ต่อสู้กับเชื้อโรคและการติดเชื้อ เมื่อเซลล์ตาย HGH จะ
กระตุ้นให้มีการซ่อมแซม ซึ่ง HGH จะผลิตเป็นจำนวนมาก
ในช่วงแรกเกิดถึงอายุประมาณ 20 ปี จากนั้นจะลดน้อยลง

เรื่อยๆ เมื่ออายุเราสูงวัยขึ้นเป็นตัวเลข 60 ฮอร์โมนชนิดนี้จะลดลงเหลือเพียง 20% ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น หย่อนยาน กล้ามเนื้อเหลว ไขมันลงพุง ความสดใส หรือกระปรี้กระเปร่าหดหาย ความเครียด ความกังวลเข้าแทนที่ ผิวหนังซีด กระดูกบาง นอนไม่หลับ นัยน์ตาฝ้าฟาง ผมหงอกมีการ
เสื่อมของอวัยวะต่างๆ เช่น กระดูก ปอด ตับ ไต กล้ามเนื้อ
อ่อนแรงไร้กำลัง ประสิทธิภาพทางเพศลดลง บาดแผลหาย
ช้า ความจำเสื่อม มีอัตราเสี่ยงของการเป็นโรคต่างๆ ได้
มากขึ้น เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง ฯลฯ 

  ในเด็กที่มี HGH น้อยกว่าปกติจะทำให้เตี้ยและตัวเล็กกว่าเด็กในวัย
เดียวกัน ทางการแพทย์มีการฉีดฮอร์โมนชนิดนี้แก่คนไข้ที่มีปัญหาโกรทฮอร์โมนบกพร่อง ผลก็คือ ร่างกายแข็งแรง กล้ามเนื้อแน่น ผิวหนังเต่งตึง อารมณ์แจ่มใส เฉกเช่นหนุ่มสาว

          อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่จะนำโกรทฮอร์โมนมาเป็นยาต้านความชราในคนที่ร่างกายไม่เป็นโรค นั้น มีโทษมากกว่าคุณ เพราะจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงมากมาย เช่น ทำให้เกิดโรคเบาหวาน มะเร็งลำไส้ ฯลฯ ยาชนิดนี้ในปัจจุบันจะมีการผลิตออกมาเป็นเม็ด สะดวกสำหรับการกิน จะพบโฆษณาตามอินเตอร์เนท ยาชนิดนี้ถูกจัดประเภทเป็นยาควบคุม ไม่อนุญาตให้ใช้เป็นอาหารเสริมสำหรับเป็นยาต้านความชรา แม้แต่คลินิกแพทย์ที่จ่ายยาชนิดนี้ให้คนไข้ด้วยวัตถุประสงค์ของการชะลอวัย ก็ถือว่าผิดกฎหมาย

          ถึงแม้ไม่ได้รับยานี้โดยตรง แต่นักวิทยาศาสตร์พบว่าหากเราต้องการให้ร่างกายได้รับโกรทฮอร์โมนเพิ่มขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์ให้ร่างกายและจิตใจเป็นหนุ่มเป็นสาว เราสามารถช่วยตัวเราเองได้โดยการจัดโปรแกรมสำหรับกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเอง คือ ต้องเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตแบบเดิม ๆ

วิธีเพิ่ม HGH แบบธรรมชาติ
1. การควบคุมอาหาร กินอาหารที่มีโปรตีน หลีกเลี่ยง
อาหารที่คาร์โบไฮเดรตสูง ขนมขบเคี้ยว หรือน้ำอัดลม หรือ
อาหารที่ทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดสูง อาหารที่มีไขมัน
สูงก็ทำให้การหลั่ง HGH น้อยลงเป็นเหตุให้เด็กที่อ้วนมี
โอกาสที่จะเตี้ยได้มากขึ้น
2. การออกกำลังกาย การออกกำลังกายมากกว่า 10 นาที
ทำให้เกิดการหลั่ง hgh ได้ 1 ชั่วโมง การออกกำลังกาย
บ่อยๆใน 1 วัน จะทำให้มีการหลั่ง HGH ได้มากขึ้น มีการ
วิจัยพบว่า การออกกำลังกายโดยแบ่งเป็น 3 ช่วงต่อวัน ทำ
ให้มีการหลั่ง HGH ได้มากขึ้น อีกงานวิจัยหนึ่งพบว่า การ
ออกกำลังกายโดยการปั่นจักรยานทำให้ HGH หลั่งได้สูง
สุดเมื่อเทียบกับการออกกำลังกายแบบอื่น และการดื่มน้ำ
ระหว่างการออกกำลังกาย จะทำให้ลดการสูญเสียน้ำของ
ร่างกาย ทำให้ HGH หลั่งได้เต็มที่ขึ้น
3. การนอนหลับ HGH จะหลั่งหลังจากนอนหลับสนิทได้
ประมาณ 1 ชั่วโมง โดยต้องเป็นการนอนหลับสนิท ผ่อน
คลายและควรนอนประมาณ 8 ชั่วโมง



ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ban1.jpg

Post : 02/03/2011 15:00     Forum: ข่าวสารในแวดวงเครื่องสำอาง,อาหารเสริม, ยา, สมุนไพร  >  สูตรลดความอ้วนแบบเร่งรัดใน 2 สัปดาห์




โรคอ้วนพบเห็นอยู่ได้บ่อยๆ อาจจะด้วยเพราะพฤติกรรมการบริโภค หรือกิจกรรมที่แตกต่างกันของแต่ละคน รวมทั้งสภาพร่างกายที่ไม่เหมือนกัน บางคนเผาผลาญพลังงานได้ดี แต่บางคนหากไม่ออกกำลังกายก็คงจะไม่มีการใช้พลังงานเลย  จึงควรรีบหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะหากปล่อยไว้นาน อายุมากขึ้นการเผาผลาญพลังงานน้อยลงจะยิ่งเพิ่มความอ้วนไปกันใหญ่  เพราะแม้แต่ตอนอายุยังน้อยที่ร่างการสมบูรณ์ ยังอ้วน  หากเข้าวัยทำงาน ที่หาเวลาออกกำลังกายได้น้อย คงอ้วนท้วนสมบูรณ์แน่นอน
วันนี้เราได้ค้นพบสูตรพิเศษในการลดความอ้วน ที่ทดลองแล้วว่าได้ผลดีในทุกวัยมาฝาก โดยวิธีง่ายๆ ไม่ยุ่งยากอะไร ทำได้ทุกวัน ใช้เวลาไม่มาก แต่ได้ผลเกินคาดภายใน 2 สัปดาห์


1.    เริ่มกันตั้งแต่ตื่นนอนมาให้บริโภคน้ำอุ่นสัก 1 แก้ว เพื่อช่วยให้กระตุ้นการขับถ่าย สามารถปฎิบัติได้ง่ายๆ แต่ต้องสม่ำเสมอ จนไม่ต้องดื่มน้ำอุ่นก็ขับถ่ายได้ เป็นการปรับสมดุลของร่างกาย
2.    ต่อด้วยมื้อเช้าให้ทานไข่ต้มเพียงแค่ 1 ฟองเท่านั้น ห้ามเกินนี้ เพราะการใช้พลังงานตั้งแต่มื้อเช้าไปถึงเที่ยง ไข่ต้ม 1 ฟองก็เพียงพอแล้ว
3.    มื่้อเที่ยงกินสลัดผัก  เน้นกินเมนูที่มีผักเป็นองค์ประกอบหลัก อาจจะทานส้มตำได้ แต่อย่าให้หวาน เน้นผักมากกว่า  หรือหากเมื่อไหร่ที่เบื่อสลัดแล้ว จะเปลี่ยนเมนูมาเป็น โยเกิร์ตรสธรรมชาติก็เข้าท่าเช่นกัน งดของหวานใดๆทั้งสิ้น เช่นพวก  น้ำอัดลม  ขนม
4.    มื้อเย็นหาผลไม้ที่ไม่หวาน มาทานได้หนึ่งลูก เช่น แอปเปิ้ล  เป็นต้น  ที่หวานมากๆอย่าได้ทาน
5.    วิธีสุดท้าย พยายามออกกำลังการเผาผลาญไขมัน อย่าให้มีไขมันสะสมในร่างกาย  การออกกำลังการก็เป็นการปรับสมดุลของร่างกายให้เข้าที่เข้าทางด้วยเช่นกัน

อยากให้เน้นที่ข้อสุดท้ายคือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่ทานให้พอดี พอเหมาะ เท่านั้นการลดน้ำหนัก หรือลดความอ้วนก็สามารถทำได้ง่ายๆ และทำได้ทุกๆวัน เพราะตั้งแต่ตื่นเช้ามาเราก็ทานอาหารเช้ากันทุกคน (ต้องทานอาหารเช้าเพราะเป็นมื้อที่สำคัญ) และตอนเที่ยงก็หลีกเลี่ยงของหวานๆ ขนมต่างๆ น้ำอัดลมยิ่งต้องงด แล้วไม่เกิน 2 สัปดาห์เห็นผล น้ำหนักลดแน่นอน ต่อไปก็ปฎิบัติให้ได้อย่างนี้ จนคิดว่าเรานั้นสามารถปรับตัว ปรับกิจกรรม ปรับพฤติกรรม  ในแต่ละวัน ให้มีความสมดุลเหมาะสมกับอาหารที่ต้องรับประทานเข้าไป  เท่านี้ก็ห่างไกลจากโรคอ้วนแล้ว

ban1.jpg

Post : 27/02/2011 20:39     Forum: ข่าวสารในแวดวงเครื่องสำอาง,อาหารเสริม, ยา, สมุนไพร  >  เทคนิคดีๆลดปัญหาท้องผูก

     

        ไม่อั้นอุจจาระในตอนเช้า เพราะถ้าเลยช่วงเวลาเช้าไปแล้ว กว่าร่างกายจะส่งสัญญาณให้ปวดท้องอีกครั้ง อาจนานจนผิดเวลา

        ฝึกการอุจจาระให้เป็นเวลาหรือตรงกับเวลาเดิม เหมือนเป็นโปรแกรมการทำงานลำไส้ ให้บีบไล่อุจจาระออกมาสม่ำเสมอ ก็จะไม่มีอุจจาระตกค้าง

        รอจังหวะขณะเบ่ง เช่น ขณะนั่งห้องน้ำเพื่อถ่ายหนัก ถ้าไม่ปวดอย่าเบ่ง ให้สังเกตว่ามันจะปวดเป็นช่วงๆแล้วก็คลายไป ถ้าเบ่งตอนไม่ปวดจะเกิดแรงดัน อาจกลายเปนริดสีดวงทวารได้

        เทคนิคการนวดลำไส้ โดยในเด็กให้นวดรอบสะดือ แต่ในผู้ใหญ่ให้นวดตรงท้องด้านล่างซ้ายเลยสะดือไป นวดเบาๆ ไปมา จะช่วยให้รู้สึกปวดถ่ายขึ้นมาได้

        ใช้มือช่วยกดท้องด้านล่า่งซ้ายขณะถ่าย "การนั่งยอง" จะมีแรงกดจากหน้าขาด้วย

        มีการลุกเดินไปมา เพื่อช่วยให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหว

        หมุนเอวเป็นเลขแปดในแนวนอน ในส่วนนี้ ดร. วัลลภ ปิยะมโนธรรม เคยเล่าว่า ท่านมีพี่น้อง 11 คนเป็นมะเร็งลำไส้หมด โดยทุกท่านนั้นมีปัญหาในการขับถ่ายทุกคนมีท่านคนเดียวที่ไม่เป็นเพราะท่านขับถ่ายได้ปกติทุกวัน โดยทุกๆ ตอนเช้า เช่น ท่านจะไม่ยืนนิ่งๆ ขณะล้างหน้า แปรงฟัน แต่ท่านจะหมุนเอวเป็นการบริหารลำไส้ทุกวัน ทำให้ขับถ่ายได้วันละ 2 เวลา

ban1.jpg

Post : 24/02/2011 15:53     Forum: ข่าวสารในแวดวงเครื่องสำอาง,อาหารเสริม, ยา, สมุนไพร  >  ทำยังไงดี!!เมื่อท้องผูก

ปัญหาท้องผูกเป็นเรื่องที่มีควาสำคัญ จึงไม่ควรละเลย ดังนั้นใครก็ตามที่มีความถี่ในการถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ถือว่ามีปัญหาท้องผูก จึงขอแนะนำวิธีธรรมชาติที่ช่วยแก้ปัญหาและป้องกันก่อนที่จะเกิดภาวะอื่นที่ไม่ต้องการตามมามากมาย อาทิ ริดสีดวงทวาร เลือดออก ท้องอืด ปวดหลัง ปวดขา เวียนหัว อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ ไมเกรน เป็นฝ้า ผิวหยาบกร้าน รูขุมขนใหญ่ เป็นต้น

          รับประทานน้ำมะขามเปียกจะนำไปผสมกับอาหารหรือคั้นกินสดๆก็ได้

          ลูกพรุนแห้ง การรับประทานทั้งผลจะได้กากใยด้วย

          แอปเปิ้ลเขียว อาจรับประทานทั้งผลหรือปั่นทั้งกากก็ได้

          สับปะรด และมะละกอ ซึ่งมีน้ำย่อยช่วยกำจัดโปรตีนเก่าๆ ที่ถูกย่อยไม่หมดให้ออกมาได้

          เลือกรับประทานอาหารที่มีพรีไบโอติกส์ ทุกวัน อย่างน้อย 5-10 กรัม เพื่อช่วยปรับสมดุลลำไส้

          หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็นในตอนเช้า โดยให้ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำอุ่นตอนเช้า สัก 3-4 แก้ว จะช่วยให้ลำไส้บีบรัดตัวได้ดีขึ้น

             เพียงแค่นี้ สุขภาพกายก็จะดี สุขภาพจิตก็จะดีตามไปด้วย ที่สำคัญผิวพรรณจะสดใส ไม่หมองคล้ำ ไม่เป็นฝ้า รูขุมขนเล็กลง และผิวละเอียดขึ้น นี่แหละ หนทางของการมีสุขภาพที่ดีจากภายใน โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ ไม่ต้องเสียเวลาไปหาหมอ และไม่ต้องกังวนว่าริ้วรอยจะมาก่อนเวลาอันควร

ban1.jpg

Post : 10/02/2011 21:01     Forum: ข่าวสารในแวดวงเครื่องสำอาง,อาหารเสริม, ยา, สมุนไพร  >  แสงแดดภัยใกล้ตัวต่อผิวสวย

ผลของแสงแดดต่อผิวหนัง

                แสงแดดประกอบด้วยรังสีอัลตราไวโอเลต  (ยูวี) ประมาณ  10% , รังสีอินฟราเรด ประมาณ  50% และรังสีที่มองเห็นด้วยตาเปล่าประมาณ  40 % ซึ่งมีผลต่อผิวหนังต่างกันดังนี้ 

                รังสี UVA ทำให้เกิดผิวสีแทนโดยไม่อักเสบเพราะทำให้เมลานินเกิดออกซิเดชั่น  เนื่องจากมีพลังงานต่ำ  จึงทำให้เกิดบวมแดง  หรือแดดเผาน้อยมาก  เมื่อเทียบกับ  UVB (น้อยกว่า  1,000  เท่า) แต่ทำให้เกิดการแพ้แสงได้มาก  เพราะมีผลต่อ Langerhan’s cell  จึงมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน และสามารถทะลุถึงชั้นหนังแท้จึงมีผลต่อคอลลาเจน  (collagen)  และอีลาสติน (elastin) ทำให้ผิวหนังเสียความยืดหยุ่นและแก่ก่อนวัยได้  เพราะปล่อยอนุมูลอิสระออกมา  การสัมผัสรังสี UVA จะเกิดการแดงภายหลังสัมผัส  72  ชั่วโมง  ผิวจะไม่คล้ำทันที  รังสี UVA  ยังเป็นตัวส่งเสริมให้ร่างกายตอบสนองต่อ UVB มากขึ้น

                รังสี  UVB  มีพลังงานสูงจึงทำลายเซลล์ผิวหนังมาก  โดยเฉพาะผิวหนังชั้นหนังกำพร้าเพราะไม่สามารถทะลุถึงชั้นหนังแท้ได้  ทำให้เกิดอาการบวมแดง  แดดเผา ภายหลังสัมผัส  8  ชั่วโมง  และผลยังคงอยู่นานถึง  24  ชั่วโมงหรือมากกว่า  ถ้าสัมผัสนาน ๆ โดยไม่มีการป้องกัน  จะทำให้เกิดมะเร็งที่ผิวหนังได้  โดยมีผลทำลาย  DNA  ของเซลล์ผิวหนัง

                รังสี  UVC  ถูกกรองโดยโอโซนในชั้นบรรยากาศ มนุษย์จึงกระทบผลน้อยมาก  ตราบใดที่โอโซนในชั้นบรรยากาศ  ยังไม่ถูกทำลายไปเนื่องจากภาวะมลพิษทาง  อย่างไรก็ตามมนุษย์อาจได้รับรังสี UVC  จากการรั่วของกระแสไฟฟ้าได้  จึงควรระวัง  เพราะมีพลังงานสูง  ทำให้ผิวหนังถูกทำลาย (cytotoxic)  โดยเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ  DNA , RNA และโปรตีน  และยังทำให้เกิดอาการบวมแดงได้มาก  แม้สัมผัสระยะสั้น ๆ

               

 

 

ban1.jpg

Post : 09/02/2011 20:31     Forum: ข่าวสารในแวดวงเครื่องสำอาง,อาหารเสริม, ยา, สมุนไพร  >  ฝ้าแก้ได้จริงหรือ???

ฝ้า (Melasma)

ชนิด และ สาเหตุของ ฝ้า

ฝ้า  คือ แผ่นสีน้ำตาลที่มักพบได้ที่บริเวณโหนกแก้มทั้ง 2 ข้าง, หน้าผาก, จมูก, เหนือริมฝีปาก ฝ้า ที่เห็นนั้นเกิดจาก เซลล์สร้างเม็ดสี ในบริเวณผิวหนังทำงานผิดปกติ และส่งเม็ดสีขึ้นมาบนผิวหนังด้านบนเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ความเข้มของสีผิวไม่สม่ำเสมอ พบใน ผู้หญิง มากกว่า ผู้ชายและ พบมากในวัยกลางคนอายุประมาณ 30-40 ปี

ชนิดของ ฝ้า

ฝ้า แบ่งได้เป็น ๒ ชนิด ตามความลึกของการเกิด ฝ้า คือ ฝ้าแบบตื้น และ ฝ้าแบบลึก

ฝ้าแบบตื้น จะอยู่ในระดับผิวหนังกำพร้า (ผิวหนังชั้นนอก) มักมีลักษณะเป็นสีน้ำตาลขอบชัด เกิดได้ง่าย และสามารถรักษาให้หายได้เร็ว นอกจากนี้ ฝ้า ชนิดนี้ยังรักษาโดยการใช้ ครีมทาฝ้า อ่อนๆ และ ครีมกันแดด ก็สามารถลบเลือนให้หายได้ 

ฝ้าแบบลึก จะมีอาการผิดปกติ อยู่ในชั้นที่ลึกกว่าชนิดแรก โดยจะเกิด ฝ้า ในระดับที่ลึกกว่าผิวหนังกำพร้า จะเกิดความผิดปกติในระดับชั้นผิวหนังแท้ มีลักษณะเป็นสีม่วงๆ อมน้ำเงิน ขอบเขตไม่ชัด รักษาได้ยากกว่า ฝ้าชนิดตื้น และไม่ค่อยหายขาด การใช้ ยาทาฝ้า อ่อนๆ และ ยากันแดด เพียงแต่ช่วยให้ดีขึ้นเท่านั้น

บางคนก็เป็น ฝ้า ชนิดใดชนิดหนึ่ง หรืออาจจะเป็นทั้ง ๒ ชนิดพร้อมกันก็ได้ ในการวินิจฉัยแยกชนิดของ ฝ้า ว่าเป็นชนิดใดนั้น ต้องได้รับการตรวจด้วยเครื่องมือที่มีชื่อเรียกว่า Wood's lamp

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิด ฝ้า

ฝ้า เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน มีผลทำให้เกิดการกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสีในชั้นผิวหนัง ปัจจัยเหล่านี้อาจได้แก่

 1. แสงแดด เชื่อว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด แสงอัลตราไวโอเลตทั้ง เอ และ บี รวมทั้งแสง visible light เป็นตัวกระตุ้นให้เกิด ฝ้า หรือ ทำให้ ฝ้า เป็นมากขึ้นได้ทั้งสิ้น

2. ฮอร์โมน ด้วยอิทธิพลของ ฮอร์โมน จะทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย (เช่น การตั้งครรภ์, วัยหมดประจำเดือน) หรือได้รับ ฮอร์โมน จากภายนอกร่างกาย (เช่น รับประทานยาคุมกำเนิด, การใช้ เครื่องสำอาง บางชนิดที่มี ฮอร์โมน ผสมอยู่) จึงมักพบผู้ที่เป็น ฝ้า ขณะตั้งครรภ์ หรือ รับประทานยาคุมกำเนิดได้บ่อย 

3. ยา พบว่าผู้ที่รับประทานยากันชักบางชนิด มักเกิดผื่นดำคล้ายรอย ฝ้า ที่บริเวณใบหน้า จึงเชื่อว่ายานี้น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับการเกิด ฝ้า

4. เครื่องสำอาง การแพ้ส่วนผสมในเครื่องสำอางอาจทำให้เกิดรอยดำแบบ ฝ้า ได้ ส่วนผสมเหล่านี้อาจเป็นพวกสารให้กลิ่นหอม หรือ สี 

5. พันธุกรรม เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากมีรายงานว่าเป็นในครอบครัวได้ถึง ร้อยละ 30-50 

6. ภาวะทุพโภชนาการ อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากพบผื่นแบบ ฝ้า ในผู้ที่มีหน้าที่การทำงานของตับผิดปกติ และ ผู้ที่ขาดวิตามิน บี 12 เป็น

การรักษา ฝ้า 

หลักการรักษาฝ้า มีดังนี้ 

1. พยายามหาสาเหตุ และแก้ไข หรือ หลีกเลี่ยงสาเหตุ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด ฝ้า เข้มขึ้น โดย

- หลีกเลี่ยงแสงแดด ใช้ ครีมกันแดด ที่มีค่าป้องกัน (SPF) สูง

- หลีกเลี่ยงการได้รับ ฮอร์โมน เช่น ยาคุมกำเนิด, เครื่องสำอาง ที่มีฮอร์โมนผสมอยู่ หรือมี สารสเตียรอยด์ เป็นส่วนผสม

2. ทำให้ ฝ้า จางลง โดยการใช้ยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสี โดยไม่ทำลายเซลล์สร้างเม็ดสี

3. การขจัด ฝ้า Chemical  Peeling, การเร่ง ผลัด เซลล์ผิว ด้วย AHA TRETMENT , dermabrasionและการใช้เครื่องมือ เช่น เลเซอร์ ในรายที่แพทย์เห็นสมควร เช่น การลอกฝ้า

หลายๆคน คงมีคำถามในใจ นะคะ ว่า ฝ้า รักษาหายได้หรือไม่ ?

คำตอบ ก็คือ ผลการรักษา ฝ้า ขึ้นกับ สาเหตุและชนิดของฝ้า ฝ้า ที่เกิดจากการรับประทานยาคุมกำเนิด หรือ ยากันชัก ถ้าหยุดยา ฝ้า จะค่อย ๆ จางหายไป เช่นเดียวกับ ฝ้า ที่เกิดระหว่างตั้งครรภ์ แต่บางรายอาจหายไม่หมด เนื่องจากยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้เกิด ฝ้า ได้ ฝ้า ชนิดลึก จะรักษายากกว่า ฝ้า ชนิดตื้น การหลีกเลี่ยงแสงแดด ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ ฝ้า หายเร็วขึ้น 

ทราบคำตอบแล้ว อย่าเพิ่งท้อ หรือ หมดกำลังใจ ในการรักษา ฝ้า นะคะ เพราะ ถึงแม้ว่า ฝ้า อาจจะไม่หายขาด แต่เราก็สามารถรักษา ฝ้า ให้จางลงได้ ค่ะ

ban1.jpg

Post : 05/02/2011 20:21     Forum: ข่าวสารในแวดวงเครื่องสำอาง,อาหารเสริม, ยา, สมุนไพร  >  รู้ลึกเรื่องผิวสร้างยอดขาย

ประเภทของผิว
       ประเภทของผิวแบ่งออกเป็น 4 ประเภท

1.       ผิวธรรมดา ( Normal Skin )

2.       ผิวแห้ง ( Dry Skin )

3.       ผิวมัน   (Oily Skin)

4.       ผิวผสม   (Combination Skin )

1.       ผิวธรรมดา ( Normal Skin )

ลักษณะผิว :  จะมีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณ 15-25% การขับถ่ายของต่อมเหงื่อและต่อมไขมันปกติ เนื้อเยื่อหนังกำพร้าจะมีความหนาพอดี   ลักษณะผิวเรียบเนียน เห็นรูขุมขนไม่ชัด ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องผิวแห้ง หรือมันจนเกินไป ผิวมีความยืดหยุ่นดี เนื้อผิวชุ่มชื่น น่าสัมผัส

ข้อแนะนำ :  ล้างหน้าให้สะอาด  ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิว ในขณะเดียวกันจำเป็นต้องปกป้องผิวพรรณจากแสงแดด และรังสียูวี ที่ทำให้เกิดปัญหาริ้วรอยก่อนวัย รวมไปถึงการใช้ครีมบำรุง และผลิตภัณฑ์ลดเลือนริ้วรอยควบคู่ไปด้วย

2.       ผิวแห้ง ( Dry Skin )

ลักษณะผิว จะมีน้ำเป็นส่วนประกอบน้อยกว่าผิวธรรมดา สาเหตุเนื่องมาจากต่อมไขมัน ผลิตน้ำมันตามธรรมชาติ  (sebum) ออกมาน้อย ข้อดี ก็คือ ทำให้รูขุมขนไม่กว้าง และผิวดูละเอียดกว่าผู้ที่มีผิวมัน แต่จะได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดความแห้งกร้าน และระคายเคืองมากกว่าผิวประเภทอื่น จึงต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เพราะเกิดริ้วรอยได้ง่าย หลังจากล้างหน้าเสร็จใหม่ๆ จะรู้สึกตึงบนผิวหน้า ผิวเกิดการแพ้ง่าย ผิวขาดความยืดหยุ่น เหี่ยวย่นง่าย

ข้อแนะนำ :  ล้างหน้าให้สะอาด ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากไขสบู่และไม่ผสมแอลกอฮอล์ ผิวจะได้ไม่แห้งตึงภายหลังการทำความสะอาด จากนั้นควรปกป้องผิวด้วยการใช้ครีมบำรุงที่มีความเข้มข้นสูงเป็นประจำ ควบคู่กับผลิตภัณฑ์ที่ช่วยดูแลในเรื่องของริ้วรอย

3.       ผิวมัน   (Oily Skin)

ลักษณะผิว เป็นผิวที่มีปัญหามากที่สุด เพราะต่อมไขมันบริเวณใบหน้าจะผลิตน้ำมันออกมามากเกินความจำเป็น ทำให้ใบหน้าแลดูมันทั่วใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณจมูก หน้าผาก คางจะมันมาก รูขุมขนเปิดกว้าง ฝุ่นละออง และสิ่งสกปรกจึงมาเกาะที่ผิว ต่อมไขมันอุดตันง่าย มักมีปัญหาเรื่องสิวเสี้ยนและสิวชนิดอื่นๆได้ง่าย

ข้อแนะนำ :   ทำความสะอาดและสมานผิวด้วยโทนเนอร์สมานผิวสำหรับผิวมันโดยเฉพาะ เพื่อหยุดยั้งการทำงานของต่อมไขมันไม่ให้ผลิตน้ำมันมากเกินไป โชคดีที่ผู้มีผิวหน้ามัน มักจะมีริ้วรอยปรากฏให้เห็นได้ช้ากว่าผู้ที่มีผิวหน้าแห้ง ดังนั้นจึงควรดูแลความมันควบคู่ไปกับใช้ครีมบำรุงผิว

4.       ผิวผสม   (Combination Skin )

ลักษณะผิว เป็นสภาพผิวอีกประเภทหนึ่งที่ต้องการดูแลเป็นพิเศษ เพราะจะมีผิวมัน และ มองเห็นรูขุมขนกว้าง ในบริเวณ ที-โซน (T-ZONE) ขณะเดียวกันก็มีผิวธรรมดาถึงผิวแห้งบริเวณข้างแก้ม (U-ZONE) ซึ่งโดยปกติแล้วผิวที่มีสุขภาพดี ไม่ควรมันมากและแห้งมากในเวลาเดียวกัน ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้ผู้ที่มีลักษณะผิวเช่นนี้ จึงดูแลผิวหน้าได้ยาก

 ข้อแนะนำ ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื่นแก่ผิวบริเวณข้างแก้ม (U-ZONE) มากกว่าเดิม เพื่อแก้ไขปัญหาริ้วรอยได้มากยิ่งขึ้น ส่วนบริเวณ ที-โซน (T-ZONE) ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ไปเพิ่มความมันให้กับผิว

ban1.jpg

Post : 28/01/2011 14:52     Forum: ข่าวสารในแวดวงเครื่องสำอาง,อาหารเสริม, ยา, สมุนไพร  >  เวชสำอาง vs เครื่องสำอาง เลือกอะไรดี?

เวชสำอาง — เครื่องสำอาง เลือกใช้อะไรดีกว่ากัน?

         เมื่อแยกผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความงามออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ เราจะเห็นภาพได้ชัดเจน และตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

  • กลุ่มเครื่องสำอาง(Cosmetics)   หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับร่างกายมนุษย์เพื่อความสะอาดและความสวยงามเท่านั้น
  • กลุ่มเวชสำอาง(Cosmaceuticals) หมายถึงผลิตภัณฑ์กึ่งยากึ่งเครื่องสำอาง เนื่องจากสามารถใช้เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องของผิวหนังได้ อาทิเช่น การเปลี่ยนแปลงสีผิว การลดเลือนริ้วรอย สมานแผล ลดการอักเสบ

กลุ่มเครื่องสำอาง

       ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้มีใช้กันมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน   แล้วเครื่องสำอางมีความแตกต่างจากเวชสำอางอย่างไร?

  • ราคา

เครื่อง สำอางจะเน้นขายในราคาถูก เพื่อให้คนส่วนใหญ่เข้าถึงสินค้าได้ง่าย

  • หาซื้อได้ง่าย

เนื่องจากเป็นสินค้าเพื่อคนทั่วไป   ผู้ผลิตจึงต้องวางสินค้าทั่วประเทศ จึงมีจำหน่ายทั่วไป

  • ประสิทธิภาพ

เนื่องจากวัตถุประสงค์ในการใช้เพื่อความสวยงามและความสะอาด ดังนั้นสินค้าในกลุ่มนี้จึงไม่มีคุณสมบัติที่จะช่วยแก้ปัญหาของผิวพรรณได้  ถึงแม้จะใช้เป็นประจำทุกวันก็ตาม

  • ใช้ง่าย

 ไม่จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลให้คำแนะนำ


กลุ่มเวชสำอาง

  • ราคา

เนื่องจากเป็นสินค้าที่ใช้แล้วออกฤทธิ์ได้จริงและเห็นผลเร็ว เพราะผู้ผลิตใส่สารออกฤทธิ์ที่มีข้อมูลแสดงผลการทดสอบประสิทธิภาพ ซึ่งสารพวกนี้มีราคาสูง   ทำให้สินค้าจึงมีราคาสูงตามไปด้วย

  • ประสิทธิภาพ

 สินค้าให้ผลเร็ว จากการใช้เพียงไม่กี่ครั้ง

  • การใช้งาน

ต้องอยู่ในการดูแลของผู้ที่เชี่ยวชาญเช่น แพทย์และเภสัชกรอย่างใกล้ชิด สินค้าจึงจำหน่ายผ่านทางผู้มีความรู้เฉพาะทางเป็นส่วนใหญ่ และตามศูนย์ดูแลให้คำปรึกษาของผลิตภัณฑ์แบรนด์เนมดังจากต่างประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าราคาก็เป็นหลักพันขึ้นไป จนถึงหมื่น

      

 

ban1.jpg

Post : 28/01/2011 14:02     Forum: ข่าวสารในแวดวงเครื่องสำอาง,อาหารเสริม, ยา, สมุนไพร  >  เวชสำอางความต่างที่เห็นผล

 

ทำไมแนวโน้มตลาดเวชสำอางทั่วโลกจึงพุ่งขึ้น

  

       จากการสำรวจตลาดเครื่องสำอางในกลุ่ม Skin Care ทั่วโลกพบว่า    ตลาดที่มีอัตราการเจริญเติบโตเร็วที่สุดก็คือ ตลาดเวชสำอาง (Cosmeceutical Market) ซึ่งมีมูลค่าการตลาดสูงถึง 55,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ!

       ตัวเลขนี้ได้มาจากการประชุมประจำปีทางด้านเวชสำอางครั้งที่ 5 (5th Annual Cosmeceutical Conference) เมื่อวันที่ 26 – 27 มิถุนายน 2008 ที่ผ่านมานี้ ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรม Marriott East side ในกรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

       หัวข้อหลักๆ ที่พูดถึงกันมากในงานนี้ก็คือ Skin care ในกลุ่ม Anti-aging, Anti-acne และเครื่องสำอางสำหรับคนสีผิว   โดยผู้ที่ได้รับเชิญมาพูดในงานนี้ก็ล้วนแต่เป็นแพทย์และผู้ที่เชี่ยวชาญโดยตรง

       ในงานนี้ Navin Geria คอลัมนิสต์ชื่อดังของ Happi magazine ได้พูดย้ำให้เห็นว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้มีความคาดหวังและต้องการใช้เครื่องสำอางที่ใช้แล้วเห็นผลจริงและเห็นผลเร็ว!  แต่ส่วนใหญ่มักจะผิดหวังกับการได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจากการโฆษณา   ตัวอย่างที่เห็นชัดก็คือสินค้าแบรนด์เนมหลายยี่ห้อได้นำเสนอเครื่องสำอางที่มีราคาสูงโดยอ้างว่าเห็นผลอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง

       นอกจากนี้คุณ Navin Geria ยังได้พูดถึงแนวโน้มใหญ่ที่จะเกิดขึ้นทั่วโลกก็คือ เทคโนโลยีจะมีบทบาทสำคัญมากในการเปลี่ยนแปลงตลาดเครื่องสำอางในอนาคต อย่างเช่นนวัตกรรมใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น

       และยังระบุไว้ด้วยว่า คนมีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงการผ่าตัดศัลยกรรมความงามและการใช้โบท๊อกซ์ให้น้อยลง โดยจะหันมาเน้นเรื่อง ความสวยจากภายในสู่ภายนอก (Beautiful inside and out)   ดังนั้นผู้บริโภคจึงเริ่มมาสนใจการกินอาหารเสริมหรือวิตามินที่จะช่วยให้ดีขึ้นทั้งด้านสุขภาพและผิวพรรณ

       จูเลีย แมคนามารา รองประธานของ Datamonitor ได้พูดถึงแนวโน้มในอนาคตของเวชสำอางในอเมริกา โดยเน้นย้ำว่า พฤติกรรมการซื้อเครื่องสำอางของผู้บริโภคในอเมริกาเองหรือที่อื่นๆ ทั่วโลก จะซื้อเนื่องจาก “มีการแนะนำกันแบบปากต่อปาก”

       นักพูดอีกคนที่น่าสนใจในงานก็คือ Dr. Andrew F. Alexis ซึ่งเป็นผู้อำนวยการของ Skin of Color Center จากโรงพยาบาล St. Luke’s-Roosevelt และเป็นผู้ที่ได้พัฒนาเวชสำอางสำหรับคนสีผิวขึ้นมา

       ไฮไลต์ในหัวเรื่องนี้ก็คือ เขาได้ชื้ให้เห็นว่า เวชสำอางสำหรับคนสีผิวนั้น ซึ่งรวมไปถึงคนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน, ลาตินและคนเชื้อสายเอเชีย ต่างก็ใช้จ่ายเงินไปถึง 1.9 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อปี ไปกับการซื้อเครื่องสำอาง ซึ่งเครื่องสำอางที่พวกเขาหาซื้อกันก็คือ ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้สีผิวสว่างขึ้น ขาวขึ้นและดูสดใส และแน่นอนว่าพวกเขาก็ไม่ได้สนใจว่าจะเป็น ไฮโดรคิวโนน, Arbutin, Kojic acid, retinols, licorice, niacinamide, AHA หรือ Vitamin C + Eขอแต่เพียงให้สีผิวของตนเองดูดีขึ้น, สว่างขึ้น, ขาวใสขึ้นเท่านั้น! — นั่นเป็นสิ่งที่พวกเขาพอใจและต้องการ

       เช่นเดียวกับประเทศไทยเรา พฤติกรรมเช่นนี้ของคนไทยเราก็ไม่ได้แตกต่างไปจากของคนสีผิวในอเมริกาหรือที่อื่นๆ ทั่วโลก    เพราะถึงอย่างไรเสียคนเอเชียก็ยังมีค่านิยมที่อยากให้ผิวหน้าที่ขาวใส บ่งบอกถึงความสวยงาม จะเห็นได้จากดารา นักร้อง ศิลปินที่แข่งกันขาวตามกระแสทั่วโลก

       จะเห็นว่ามีเพียงเวชสำอาง (Cosmeceutical) เท่านั้น ที่จะสนองตอบความต้องการ การเห็นผลจริงและรวดเร็วเช่นนี้ได้ หลายคนได้ยินคำว่า “เวชสำอาง” กันมามากแล้ว... แต่อาจไม่มั่นใจว่าเคยได้สัมผัสกับเวชสำอางของจริง หรือไม่

      สนใจติดต่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางอีเมล์และเวบบอร์ดครับ

 

ban1.jpg

Post : 12/01/2011 16:17     Forum: ข่าวสารในแวดวงเครื่องสำอาง,อาหารเสริม, ยา, สมุนไพร  >  สมุนไพรเพื่อหุ่นดี-แข็งแรง

สารสกัดส้มแขก

จากผลการศึกษาวิจัย ได้กล่าวถึงคุณสมบัติของสารสกัดจากผลส้มแขก (HCA) ว่าสามารถช่วยลดไขมันในร่างกายได้ดี

โดยที่สาร HCA จะไปขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ที่จะเปลี่ยนแป้งและน้ำตาลเป็นไขมันได้บางส่วน (ร้อยละ ๔๐-๗๐)

 ซึ่งจะเป็นกระบวนการหลังจากที่ร่างกายได้นำเอาพลังงานที่ควรได้รับจากแป้งและน้ำตาลไปใช้อย่างเพียงพอแล้ว

ไขมันจึงถูกสร้างน้อยลง ร่างกายมีพลังงานมากขึ้น เพราะ  ไกลโคเจนไม่ได้ถูกเปลี่ยนไปเป็นไขมันทั้งหมด

เพราะฉะนั้นแหล่งสะสมพลังงานจึงเต็มนานขึ้น ผลคือ อิ่มนานขึ้น

สารสกัดสมอไทย

หิวช้าลง (กินได้น้อย) ลดความอยากอาหารระหว่างมื้อลงได้ด้วย

 แก้ได้สารพัดโรคและมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า "โอสถทิพย์" หรือ "ผู้ให้กำเนิดชีวิต"

สมอไทยก็มีความพิเศษเหนือสมุนไพรอื่น นั่นคือเป็นสมุนไพรที่มีเกือบครบทุกรส

ได้แก่ รสเปรี้ยว ฝาด หวาน ขม เผ็ด แถมยังมีรสเค็มและรสเมาแทรกอีกต่างหาก

ตามตำรายาไทยกล่าวว่า รสของยาบ่งบอกสรรพคุณของยา อย่างกรณีของสมอนี้

รสเปรี้ยว สรรพคุณ  ฟอกโลหิต แก้ประจำเดือนไม่ปกติ โรคท้องผูก ล้างเมือกมันในลำไส้

รสฝาด ช่วยสมานแผลในปาก ไปจนถึงแผลในกระเพาะลำไส้ แก้ท้องเสีย แก้บิด

ซึ่งสรรพคุณของรสฝาดนั้นช่วยระงับการถ่าย (รู้ปิด) ตรงกันข้ามกับรสเปรี้ยวซึ่งช่วยให้ถ่าย (รู้เปิด) จึงมีสรรพคุณเป็นทั้งยาระบายและยาระงับการถ่าย คือ รู้เปิด รู้ปิด ไปในตัว

รสหวาน บำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง ทำให้ไม่อ่อนเพลียง่าย

รสขม แก้ไข้ บำรุงน้ำดี ถอนพิษผิดสำแดง

รสเผ็ด ขับลมในกระเพาะลำไส้ แก้ปวดท้องจุกเสียด ช่วยย่อยอาหาร

รสเค็ม ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง แก้ประดงน้ำเหลืองเสีย

รสเมา แก้ฝี พิษแมลงสัตว์กัดต่อย แก้พยาธิ แก้ริดสีดวง ระงับประสาท ทำให้หลับสบาย

เนื่องจากสมอไทยมีหลายรส เมื่อกินสมอไทยอย่างเดียวก็เท่ากับกินสมุนไพรหลายๆ อย่าง

กล่าวกันว่า ถ้ากินสมอไทยวันละ 1 ลูก เป็นประจำ โรคภัยไข้เจ็บ จะไม่มากล้ำกรายเลย
   

สารสกัดชาเขียว      

ได้รับการยกย่องว่ามีสรรพคุณเป็นยาบำบัดมายาวนาน

                 และยังสอดคล้องกับผลการวิจัยในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์อีกด้วย

 โดยเฉพาะคุณสมบัติที่โดดเด่นของชาเขียวก็คือการช่วยล้างพิษออกจากร่างกายได้ลึกถึงระดับเซลเลยทีเดียว 

สารคาเฟอีนและฟลาโวนอยในชาเขียว จะช่วยเร่งความเร็วในการเผาผลาญพลังงานของร่างกายได้สูงถึง 40%

ช่วยลดคลอเรสเตอรอล LDL และเพิ่ม HDL ซึ่งเป็นไขมันที่ดี

จึงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไขมันอุดตันหลอดเลือดได้ ซึ่งเป็นผลดีต่อหัวใจและสมอง 

นอกจากนี้ยังสามารถยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดกลิ่นปาก

ป้องกันฟันผุ และบรรเทาอาการเหงือกอักเสบ

ban1.jpg

Post : 10/01/2011 17:19     Forum: ข่าวสารในแวดวงเครื่องสำอาง,อาหารเสริม, ยา, สมุนไพร  >  อยากอายุยืนและไม่แก่ต้อง............

บำรุงร่างกายให้แข็งแรง อายุยืนยาวด้วยโสม

หลายโรคที่มาพร้อมกับความเสื่อมของอวัยวะ....โสมช่วยได้

-โรคกระเพาะอาหาร งานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าโสมช่วยรักษาและยับยั้งอาการกระเพาะอาหารอักเสบได้เป็นอย่างดี

-โรคมะเร็ง สารบางอย่างที่มีอยุ่ในโสมนั้นสามารถกำจัดและทำลายสารพิษรวมไปถึงสิ่งแปลกปลอมที่จะทำให้เซล์เจริญเติบโตอย่างผิดปรกติได้

ได้มีการนำเอาโสมมาทดลองใช้กับผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ถึงแม้จะไม่ทำให้หายขาดแต่ก็ช่วยยืดระยะเวลาให้ผู้ป่วยได้

-ไข้หวัด โสมมีส่วนช่วยฟื้นฟูและเพิ่มศักยภาพในการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติของร่างกาย

-ปอดอักเสบ โสมช่วยป้องกันสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปอดอักเสบได้ ด้วยการตัดโอกาสไม่ให้เชื้อโรคลุกลามลงปอด

-ตับอักเสบ โสมช่วยกำจัดสารพิษและแอลกอฮอล์ที่ปะปนอยู่ในกระแสเลือดได้เป็นอย่างดี

-คอเรสเตอรอล สารโปซานินในโสมมีส่วนช่วยในการกำจัดคอเรสเตอรอล, ช่วยในการสลายลิ่มเลือด,ลดไขมันในเลือด

และยังช่วยป้องกันไม่ให้เกล็ดเลือดเกาะตัวกัน

-เบาหวาน โสมสามารถกระตุ้นให้ตับอ่อน สร้างอินซูลินได้ ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในภาวะสมดุล

-โลหิตจาง โสมช่วยกระตุ้นให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดงได้ดีขึ้น

-เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ โสมจะเข้าไปบำรุงระบบไหลเวียนของโลหิตให้ดีขึ้น และช่วยเพิ่มปริมาณอสุจิ

นอกจากเพิ่มจำนวนแล้วยังทำให้อสุจิแข็งแรงและเคลื่อนที่ได้ดี

-เป็นยาอายุวัฒนะในวัยทอง โสมจะช่วยให้ผ่อนคลายมากขึ้น ขจัดความรู้สึกซึมเศร้า และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซล์ในอวัยวะต่างๆ

และชะลอความชราได้ ทำให้เจริญอาหารมากขึ้น หลับได้นาน อาการปวดเมื่อยต่างๆบรรเทาหายไป และทำให้ร่างกายสดชื่นยิ่งขึ้น

 

ล้างพิษ ลดไขมันด้วยชาเขียว 

-ฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระของชาเขียวช่วยยับยั้งสารก่อมะเร็ง ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลมะเร็ง

ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดแข็งตัว โรคหัวใจ และชะลอความชรา

-ความจำเพาะเจาะจงในการกระตุ้นเอ็นไซม์ที่ทำหน้าที่ขจัดสารพิษในตับของชาเขียว

ช่วยเพิ่มขบวนการขจัดสารพิษที่ได้รับจากอาหาร ยา และสารพิษอื่นๆ ได้ดีขึ้น และทำให้ตับแข็งแรงขึ้นด้วย

-ชาเขียวช่วยให้แบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น ส่งผลให้การเผาผลาญอาหารได้ดีขึ้น

-ยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรีย ที่ก่อให้เกิดกลิ่นปาก ช่วยป้องกันฟันผุ และบรรเทาอาการเหงือกอักเสบ

-ชาเขียวยังช่วยควบคุมน้ำหนักโดยออกฤทธิ์ร่วมกับ Caffeine ในการเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานในระหว่างวันของร่างกาย


ผิวพรรณสดใส กระดูกแข็งแรงด้วยจมูกถั่วเหลือง

-จมูกถั่วเหลือง ( Soy Germ Extracts) มีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณมากกว่าถั่วเหลืองทั่วไปถึง 20 เท่า

-โดยสารอาหารที่มีชื่อว่า "ไฟโตเอสโตรเจน" ที่เป็นสารประกอบจากพืช มีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนในเพศหญิง

-ซึ่งสามารถช่วยฟื้นฟูผิวพรรณ ให้สดใส เปล่งปลั่งดุจดังผิวสาวอ่อนเยาว์

-มีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้โครงสร้างของผิวพรรณมีสุขภาพแข็งแรง ผิวขาวใส ไม่เป็นสิว ผมสวย

-อีกทั้งยังช่วยเพิ่มมวลกระดูก ทำให้มวลกระดูกแข็งแรงหนาแน่นขึ้น

-ป้องกันการสูญเสียเนื้อกระดูกโดยเฉพาะสตรีที่ฮอร์โมนเริ่มลดลงเมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไป

-โดยไอโซฟลาโวนที่มีอยู่ในจมูกถั่วเหลือง จะไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างเนื้อกระดูกและยับยั้งการทำงานของเซลล์สลายกระดูก

-ทำให้แคลเซียมสะสมในเนื้อกระดูกมากขึ้น ส่งผลให้เนื้อกระดูกหนาแน่นและคงความแข็งแรง

นอกจากนี้ไอโซฟลาโวน ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายได้แก่ ลดอาการในสตรีวัยหมดประจำเดือน (วัยทอง)

ลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งและช่วยลดปริมาณไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดอีกด้วย

ban1.jpg

Post : 08/01/2011 20:07     Forum: ข่าวสารในแวดวงเครื่องสำอาง,อาหารเสริม, ยา, สมุนไพร  >  "คอลลาเจน"ความงามจากภายในสู่ภายนอกของหนุ่มสาว

 “คอลลาเจน”  เป็น โปรตีนชนิดหนึ่งที่อยู่ใต้ผิวหนังซึ่งอยู่ในชั้นหนังแท้ เป็นโปรตีนสำคัญของผิวหนังเพราะเป็นส่วนสปริงที่มีหน้าที่ในการสร้างความตึงให้กับผิวหนังชั้นหนังแท้ ซึ่งท่านสามารถสัมผัสกับความตึงของคอลลาเจนได้โดยลองจับแก้มเด็กตัวเล็กๆ ท่านจะสัมผัสได้ทันทีถึงความสดใสเต่งตึงที่ผิวแก้ม หรือเด็กวัยรุ่นที่กำลังแตกเนื้อหนุ่มสาว ท่านจะเห็นว่าผิวพรรณสดใส เต่งตึงทีเดียว ในปัจจุบันนี้ได้มีการพูดถึงคอลลาเจนกันอย่างกว้างขวางในวงการเครื่องสำอาง และความงาม
    “คอลลาเจน” เป็นภาษากรีก แปลว่า กาว ทำหน้าที่เป็นกาวเชื่อมเซลล์แต่ละเซลล์เข้าด้วยกัน ซึ่งมีปริมาณมากถึง 1 ใน 3 ของโปรตีนในร่างกาย คอลลาเจนนี้จะทำหน้าที่เสริมความเรียบตึงของผิวหนัง ทำให้ผิวแข็งแรงและเรียบเนียน เต่งตึง ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ ลดการเกิดริ้วรอย และจุดด่างดำต่างๆ จะอยู่คู่กับโปรตีนที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง คือ “อิลาสติน” ในขณะที่คอลลาเจนมีหน้าที่เสมือนโครงสร้างของผิว และทำให้ผิวเต่งตึง ส่วนอิลาสตินจะมีหน้าที่สร้างความยืดหยุ่นให้กับผิว ซึ่งทำให้ผิวไม่มีริ้วรอยและเรียบเนียน แต่เมื่อภายหลังอายุ 25 ปีขึ้นไป ร่างกายจะลดการสังเคราะห์คอลลาเจน โดยจะลดลงร้อยละ 1 ในทุกๆ ปี และจะหยุดผลิตคอลลาเจนเมื่ออายุ 45 ปี เมื่อคอลลาเจนเสื่อมสภาพลง ร่างกายมีคอลลาเจนไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงทำให้ชั้นผิวหนังมีการยุบตัวลงซึ่งเป็นต้นเหตุของความเหี่่ยวย่นของผิวหนัง ทำให้เกิดเป็นริ้วรอยตามส่วนต่างๆ อย่างเช่นรอยตีนกา เพราะผิวหนังรอบดวงตามีความบอบบางมาก อีกทั้งกล้ามเนื้อรอบดวงตาก็เป็นกล้ามเนื้อวงกลมไม่มีอะไรยึด ผิวรอบดวงตาจึงเหี่่ยวง่ายกว่าที่อื่น การรับประทานคอลลาเจนจะช่วยชะลอความเหี่่่ยวและช่วยลดริ้วรอยที่เกิดขึ้นได้ คอลลาเจนมีคุณสมบัติทำให้กล้ามเนื้อกระชับไม่หย่อนยาน ผิวหนังไม่เหี่่่ยวย่น อีกทั้งยังบำรุงเล็บและเส้นผมให้มีสุขภาพดีอีกด้วย
         ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการสลายตัวของคอลลาเจน คือ อนุมูลอิสระที่เกิดจากการสูบบุหรี่ หรือการได้รับควันบุหรี่ แสงแดด มลพิษต่างๆ สารปนเปื้อนในอาหารที่รับประทานเข้าไป และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ส่งผลต่อผิวหนังในชั้นหนังกำพร้า และชั้นหนังแท้ที่ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 2 ชนิด คือ คอลลาเจน และอิลาสติน ที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้ผิวพรรณเต่งตึง มีความยืดหยุ่น และควบคุมความชุ่มชื้นเมื่อถูกทำลายให้ลดลง และด้วยอายุที่มากขึ้นทำให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างการผลิตและการสลายตัวของคอลลาเจนตามธรรมชาติ ส่งผลให้เกิดริ้วรอย ผิวหน้าหย่อนคล้อย และหยาบกระด้าง ดังนั้นวิธีที่จะทำให้ผิวพรรณกลับคืนสู่ความวัยเยาว์นั้นก็คือการเพิ่มคอลลาเจนให้กับผิวพรรณ ด้วยวิธีการ ดังต่อไปนี้ ซึ่งจะเป็นกุญแจที่นำไปสู่ความอ่อนเยาว์ตลอดเวลา
         1. การเพิ่มคอลลาเจนและอิลาสตินที่ขาดหายไปจากเซลล์ผิว โดยการรับประทานอาหารที่ต่อต้านอนุมูลอิสระปัจจุบันมีการค้นคว้าเพื่อหาแหล่งธรรมชาติที่จะช่วยเสริมคอลลาเจนที่ขาดหายไป เพราะผิวหนังที่มีคอลลาเจนที่แข็งแรงจะเป็นผิวหนังที่เปล่งปลั่ง เนียนใส คอลลาเจนจึงเป็นหัวใจสำคัญที่คงความยืดหยุ่น และช่วยเก็บกักความชุ่มชื้นไว้ไม่ให้สูญเสียไปกับสภาพแวดล้อม สารต่อต้านอนุมูลอิสระที่เกิดจากธรรมชาติจะช่วยกำจัดการสร้างอนุมูลอิสระให้หมดไปและไม่ทำลายเซลล์ผิวหนัง ซึ่งได้แก่ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี วิตามินอี สารเหล่านี้เป็นสารที่มีประสิทธิภาพสูงในการกำจัดอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติสร้างความแข็งแรงของเนื้อเยื่อคอลลาเจน และอิลาสติน ปัจจุบันจึงมีการนำสารสกัดโปรตีนจากปลาทะเลบางประเภท ซึ่งมีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายกับโครงสร้างของคอลลาเจนของผิวมนุษย์ มาทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งพบว่าหลังจากรับประทานไปได้ระยะหนึ่งและอย่างต่อเนื่องจะสามารถช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ช่วยให้ริ้วรอยต่างๆ จางหาย และทำให้ผิวหนังมีความชุ่มชื้น นุ่มเนียนขึ้น เนื่องจากคอลลาเจนจากปลาทะเล เป็นโปรตีนคุณภาพสูงและให้กรดอะมิโนครบถ้วน ซึ่งเป็นสารที่จะกลายเป็นโครงสร้างหลักของผิว เส้นผม เล็บ กระดูก และข้อต่อ หรือแม้แต่ผนังหลอดเลือด สำหรับวิธีการที่จะนำสารสกัดโปรตีนคอลลาเจนเข้าสู่ร่างกายทำได้ 2 วิธี คือ การรับประทานในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และการใช้เครื่องสำอางทีประกอบด้วยคอลลาเจนโมเลกุลเล็กมาก จึงสามารถซึมผ่านผิวหนังได้ด้วยการทา นอกจากนี้คอลลาเจนยังมีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ประมาณ 30 เท่าของน้ำหนักจึงทำให้ผิวหนังกำพร้าชุ่มชื้นขึ้น
         2. การรักษาความชุ่มชื้นไว้กับเซลล์ผิว และการปกป้องผิวจากแสงแดดการสูญเสียความชุ่มชื้นจากเซลล์ผิวทำให้เกิดความหยาบกร้านและริ้วรอย ควรเลือกใช้ครีมชนิดพิเศษที่ให้ความชุ่มชื้นและมีประสิทธิภาพมากกว่าครีมทั่วไป การใช้ครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันแสงแดด ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกมากมาย และควรสังเกตว่ามีส่วนผสมของสารบางชนิดที่ช่วยสะท้อนกลับรังสีได้ดียิ่งขึ้น
      สรุปถึงประโยชน์ของคอลลาเจนถ้าหากรับประทานอย่างต่อเนื่อง จะทำให้สุขภาพผิวของท่านแข็งแรงและมีความยืดหยุ่นดี ช่วยลดริ้วรอยเหี่่่ยวย่น ทำให้ผิวพรรณกระชับ เนียนใส เปล่งปลั่ง ช่วยเผาผลาญไขมัน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการนอนหลับ เพิ่มความกระฉับกระเฉง เสริมสร้างกล้ามเนื้อ บำรุงข้อต่อ และ กระดูก ในผู้ที่มีน้ำหนักตัวน้อยเกินไป คอลลาเจนจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และมีประโยชน์ต่อผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น ผู้ที่เป็นโรคปวดข้อ ผู้ที่มีคอเลสเตอรอลสูง ผู้ป่วยโรคเบาหวาน และผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยเหล่านี้มีสุขภาพดีขึ้น
     


เอกสารอ้างอิง
1. คงศักดิ์ ตั้งตระฉันลชัย . 2547 . คอลลาเจน . (วันที่ค้นข้อมูล 14 ธ.ค. 50) เข้าถึงได้จาก
http://www.herbiothailand.com/collagen.htm
2. พันธุ์ธัช จันทร์เจริญสุข. 2550 . คอลลาเจนคืออะไร . (วันที่ค้นข้อมูล 19 ธ.ค. 50) เข้าถึงได้จาก
http://collagenaplus.igetweb.com/index.php?mo=24
3. Gohr CM, Fahey M, Rosenthal AK. 2007. Calcific tendonitis :a model. Connect Tissue Res. 48(6):286-91
4. Negri S, Fila C, Farinato S, Bellomi A, Pagliaro PP. 2007. Tissue engineering: chondrocyte culture on type 1 collagen support. Cytohistological and immunohistochemical study. J Tissue Eng Regen Med. 1(2):158-9.

guest
คนนอนดึก
- Guest -

Post : 30/12/2010 15:01     Forum: เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์-หลักสูตร  >  รอยคล้ำใต้ตา

เวลานอนดึกแล้วใต้ตาคล้ำมาก ตอนนี้เลยพยามยามนอนหัวค่ำแต่ใต้ตาก็ยังคล้ำอยู่ หาครีมมาทาก็ยังไม่หายจะทำอย่างไรดีคะ

 

1 | 2 다음 끝

 

 

ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจ

เลือกใช้เวชสำอาง"ฟาร์เฮิร์บ" (Fa^HERB®)

และอาหารเสริม"อิสยา" (Is~Ya®)

โดยทีมแพทย์ - เภสัชกร